วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

Chapter I เริ่มสำรวจดินแดนต่างมิติ

Chapter I

วัน เริ่ม เดือน สำรวจ ปี ดินแดนต่างมิติ


ข้ายืนอยู่บนยอดเขาสูง ที่มองทิวทัศน์ได้กว้างไกลเกินบรรยาย ไม่ว่าจะหันไปทางทิศไหนข้าก็พบแต่ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์
ทั้งป่าไม้ สายธาร สาราสัตว์น้อยใหญ่ รูปร่างแปลกตา สำหรับข้าผู้ซึ่งมาเยือนจากมิติที่ต่างไป 

ทุกสิ่งที่นี้ล้วนเป็นเรื่องใหม่ ทุกอย่างล้วนน่าสนใจใฝ่หาไปเสียหมด 
ข้าย่างเท้าก้าวเดินอย่างเชื่องช้าและเอื่อยเฉื่อย

เพื่อกวาดสายตาสำรวจทุกซอกมุมได้อย่างเต็มที่ นี่ข้าไม่ได้อยู่อย่างสงบแบบนี้นานเท่าไหร่แล้วนะ ... 

อย่างที่บอกไป ตัวข้าไม่ใช่ของมิตินี้ บ้านเดิมของข้าเป็นเกาะที่ตั้งอยู่กลางห้วงมิติพิเศษ 
ที่นั่นมีผู้คนไม่มากนัก ทว่าแต่ละคนล้วนมีนิสัยแปลกประหลาด มีจิตใจที่ยากจะคาดเดา
แต่ละวันมักมีเรื่องวุ่นวายโกลาหลเกิดขึ้นไม่ซ้ำซากน่าเบื่อสักนิด 

สำหรับข้าที่นั่นเป็นสถานที่ที่ดี เหมาะแก่การก่อวินาศกรรมสารพัดรูปแบบยิ่งนัก 
หือ...แล้วทำไมตัวข้าถึงจากที่นั่นมาอย่างนั้นหรือ ... จะว่ายังไงดีละ.... แบบว่า.....
ข้าไปก่อเรื่องนิดๆหน่อยๆแต่นั่นไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเลยนะ ที่ต้องรับความอับอายไปเต็มๆน่ะตัวข้าต่างหาก 

อะไร.. ข้าเปล่าหนีมานะ ... แค่ออกมาเดินเล่นรอให้เรื่องมันเงียบสักปีสองปีแค่นั้นเอง ... ไม่มากไม่มาย 

อีกอย่าง มีพัสดุส่งท้อประหลาดไปที่บ้าน ไม่ระบุนามผู้ส่ง จากข้อมูลที่หาได้ผลไม้ชนิดนี้ มีเฉพาะที่มิตินี้เท่านั้น
นั่นละต้นตอที่สร้างความอับอายให้ข้า ถ้าเจอตัวคนส่งข้าจะอาละวาดให้สะใจแล้วค่อยกลับ

อืม... ชักหิวแล้วสิ ผลไม้ก็ดีอยู่หรอก ถ้าหาเจอได้ละก็นะ ตอนนี้ไม่ว่ามองไปทางไหนก็เจอแต่ไม้ใบ 
หาผลของมันให้ประทังหิวไม่ได้สักนิด ... ข้าเดินไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็พ้นร่มเงาออกมายังที่โล่ง 
ข้างหน้าเป็นสายน้ำกว้างมองไปไกลลิบสุดลูกหูลูกตา ... นี่ก็เดินจนแสงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว พักที่นี่น่าจะดี ...

ที่ไหนมีสายน้ำที่นั่นย่อมมีปลา ข้าเรียกคันเบ็ดสีแดงสดออกจากเข็มกลัดรูปเข้าวหลามตัดตรงกลางประดับอัญมณีสีแดง 
เป็นไอเทมเวทย์มนต์ที่ข้าประดิษฐ์ขึ้นเอง 
เป็นส่วนผสมที่ลงตัวที่สุดของวิทยาศาตร์กับไสยศาตร์ที่ลงตัวที่สุดเท่าที่ข้าเคยสร้าง
ข้าเรียกมันว่า ล๊อกเก็ตพ๊อกเก็ต ภายในเชื่อมโยงเข้ากับตู้เก็บของห้วงมิติที่ห้องทดลองของข้า 

ด้วยความเป็นยอดอัจฉริยะ ไม่นานนักปลาก็ติดเบ็ด .. ว่าแต่ไอ้ตัวนี้... กินได้แน่นะ ... รูปร่างส่วนลำตัวคล้ายปลา
หัวดันคล้ายกระต่าย ช่างเถอะ จะอะไรก็ช่าง ถ้ามันเติมเต็มที่ว่างในกระเพาะของข้าได้ละก็ อะไรก็ได้ทั้งนั้นข้าไม่เกี่ยง
แต่อะไรๆ มักไม่เคยเป็นไปตามที่คาดหวัง... 

ขณะที่ข้ากำลังปลาหน้ากระต่ายหอมฉุยเข้าปาก ข้าได้กลิ่นสาบและเสียงคำรามกึกก้อง 
ไม่ใกล้ไม่ไกล ข้างหลังข้านี่เอง 

ฉับพลันกรงเล็บแกร่งแหลมคมฟาดลงมาเต็มแรง ดีที่ข้าหลบทันแต่อาหารค่ำข้านี่สิ.... 

“เฮ้ย เจ้าหมีหน้าหมู เอาของข้าคืนมานะ นี่อย่ามาเมินกันสิ เอาคืนมา!!!” 

อะไร!!! ข้าใครว่ามันฟังไม่รู้เรื่องอาจจะเข้าใจก็ได้นี่ จะให้ปล่อยเฉยก็ไม่ต้องมานับข้าอยู่ในตระกูลเรดอิวิลแล้ว 
และในเมื่อพูดดีๆไม่ฟังก็ต้องใช้กำลังละ ข้าไม่รู้แน่ชัดหรอกว่าตัวเองและพี่น้องมีกำเนิดมาจากไหนหรือใคร
พอแตกตัวแยกร่างจากพี่สาว เป็นตัวเป็นตนออกมาข้ากับน้องชายก็โตกันหมดแล้ว 

ที่เรียกกันว่าท่านแม่ก็เป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดกลมๆแดงๆขนาดเล็กใหญ่แต่ละวันไม่เคยเท่ากัน 
มีปีกเหมือนพวกปีศาจเล็กๆแทนแขน ไร้ขา มีปอยบนหัวที่เรียกกันเล่นๆว่าเสาอากาศ หน้าตาหาความเป็นมิตรไม่ได้ 
เรียกได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตไม่อาจระบุได้ของแท้แน่นอน

เอาเป็นว่าเรื่องของข้าพักไว้ก่อน หมีหน้าหมูนั่นกำลังจะกินอาหารของข้าหมดแล้ว 
ไม่รอช้าข้ารวมรวมจิตเรียกลูกเพลิงอัคคีขึ้นมาแล้วสาดไปยังเจ้ายักษ์นั่นเต็มแรง 
เสียงระเบิดดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นควันลอยคลุ้งบดบังทัศนวิสัยมิด 
แต่ข้ามั่นใจว่าไอ้ตัวนั้นมันต้องซี้แหง มาเป็นเนื้อตากแห้งให้ข้าได้แน่ ... ไม่เลย ข้าคิดผิด 
แม้เพลิงอัคคีที่นอกจากคนในตระกูลกับภูติวารีที่สามารถดับได้จะยังลุกท่วมอยู่ แต่เจ้านั่นก็ดูแข็งแรงสบายดี 
ซ้ำยังหันมามองข้าตาขวาง .. ใครจะอยู่ให้โง่ละ ข้าหันหลังโกยสุดเกียร์ไม่คิดชีวิต เจ้านั่นก็ตามติดไม่ลดละ 
ขนเจ้านี่กันความร้อนได้รึยังไง ทำไมมันไม่เป็นอะไรเลย 

ข้าอาศัยเงาไม้ซอกหินวิ่งหลบหลีกหลอกล่อจนในที่สุดก็เหมือนจะสลัดหลุดได้แล้ว 
ข้าว่าเกาะที่ข้าจากมามีแต่ตัวประหลาดแล้วนะ ที่นี่ยังประหลาดกว่าอีก แถมแข็งแกร่งพอสมควร 
แล้ว... นี่ข้าอยู่ทีไหนกันละ ไอ้เรารึก็มัวแต่วิ่งไม่มีเวลามามองทางซะด้วยสิ 

เอาเถอะ อยู่ตรงไหนก็ช่างมันยังไงก็ไม่เคยรู้ ไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อนอยู่แล้ว งั้นก็ถือโอกาสเดินสำรวจต่อด้วยเลย


โครกกกกกกกกกกก !!!

ใจเย็นสิอย่าเพิ่งร้องดังไป รู้แล้วว่าหิว เจ้าพยาธิในกระเพาะ อดทนหน่อยแล้วกันนะเดี๋ยวหาอะไรใส่ท้องลงไปให้
แต่ด้วนความไม่ชำนาญทาง ซ้ำยังทั้งมืด ทั้งรก ข้าเลยพลาดไปเหียบกับดักเข้าอย่างจัง
จะบ้าตายกับดักโบราณขนาดนี้ข้ายังติดกับได้ แล้วทำไมข้าไม่เรียกเพลิงอัคคีขึ้นมาใช้นำทางนะ
มานึกได้อะไรกันตอนนี้ ช่วยไม่ได้ ใช้เผาเชื่อกนี่ก็ได้ ดีนะที่ข้าฉลาดล้ำ

ทว่าเหมือนพายุเคราะห์กรรมจะโหมเข้าใส่ เจ้าหมีหน้าหมูนั่นดันโผล่มาอีก
มันเดินย่างสามขุมเข้ามา ถ้าข้าไม่ได้คิดไปเองเหมือนเห็นรอยยิ้มเยอะบนใบหน้า ..
ช่างเป็นรอยยิ้มที่เหมือน...เหมือนไอ้น้องชายบ้านั่นจริงๆ ใครจะมายอมตายอนาถอยู่ตรงนี้กัน

ในนาทีที่เจ้าหมีบ้านั่นเดินเข้ามาประชิด แถมแกว่งเชือกเล่นอย่างสนุกสนานเป็นการเย้ยหยัน
ข้าเรียกหลอดทดลองขนาดจิ๋วที่ภายในบรรจะสารเคมีประหลาดที่ได้จากการทดลองผิดพลาดของข้าขึ้นมา
อย่าถามนะว่าผลของมันคืออะไร ข้าไม่รู้หรอก แต่ละอย่างเคยเหมือนกันเสียนที่ไหน แค่ใช้เป็นอาวุธได้ก็พอแล้ว

จังหวะที่ข้าเกือบทำลายสิ่งแวดล้อมของมิตินี้ เจ้าหมีหน้าหมู ก็ยืนนิ่ง แล้วหงายหลังล้มตึง
เผยให้เห็น ผู้มีพระคุณที่ช่วยสิ่งแวดล้อมของโลกตัวเองไว้ ใครจะรู้ละถ้าข้าสาดสารในหลอดนี่เข้าไป
ผืนดินแถบนี้อาจแห้งผากไปเลยก็ได้ ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขี้นนี่ เพียงแต่ไม่ใช่ที่นี่เท่านั้นเอง

วีรบุรุษกู้โลก(?) เดินเข้ามาใกล้ แสงสลัวจากดวงจันทร์ส่องสะท้อนทำให้ข้าเห็นใบหน้าชัดขึ้น
เป็นชายสูงวัยที่ดูดีมีมาดมากทีเดียว ดูจากรูปร่างคงเคยเป็นนักรบมาก่อน
ส่วนเสื้อผ้าก็บ่งถึงความเป็นคนมีระเบียบเนี๊ยบ จัดเป็นประเภทที่ข้าไม่ชอบหน้าที่สุด

ห๊ะ ทำไมข้าถึงรู้นะเหรอ ก็บอกแล้วไงว่าข้ามันอัจฉริยะ แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะได้พบคนแบบนี้ที่กลางป่ากลางดง

“ไม่เป็นไรนะคุณหนู เดี๋ยวลุงจะช่วยลงมาเดี๋ยวนี้ละ รอสักครู่นะ”

“ขอบคุณท่านมากนะที่ช่วยข้าไว้ (ดินแดนนี้)เกือบแย่แล้วสิ” ตาลุงนี่ท่าทางใจดีแฮะ แต่จะของจริงรึเปล่าเดี๋ยวได้รู้กัน

“ว่าแต่คุณหนูมาทำอะไรกลางป่าในเวลาแบบนี้กัน เอาเป็นว่าคืนนี้ไปพักที่กระท่อมของลุงก่อนดีกว่า
ใว้พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางต่อ ลุงชื่อ ทีเรียส เรารีบไปกันเถอะ ก่อนที่สัตว์อื่นจะได้กลิ่นเลือดเจ้านี่แล้วจะแห่กันมา”

“ขอบคุณท่านมาก ที่นอกจากจะช่วยเหลือแล้วยังรับคนแปลกหน้าไปยังที่พำนักด้วย
ข้าชื่อ มาร คืนนี้ขอรบกวนท่านลุงด้วยแล้วกัน”
ไม่มีทางเลือกนี่นะ ยังไงก็ยังดีกว่านอนตากยุงกลางป่า เกิดท่าไม่ดีขึ้นมาค่อยหนีออกมาทีหลังแล้วกัน

เดินต่อมาไม่นานก็ถึงกระท่อมหลังไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ดูมั่นคงแข็งแรงทนทาน ทีเรียสเข้าไปก่อนแล้ว
จุดตะเกียงเพื่อให้แสงสว่าง พอข้าเดินเข้าไปเท่านั้นแหละ ตาลุงนั่นถึงกับผงะ
ทำไม หน้าข้ามีอะไรติด ไปเหมือนญาติฝ่ายไหนของท่าน หรือว่าตกตะลึงในความงามของข้ากัน

ข้าแสร้งทำเป็นไม่เห็นแล้วเดินไม่รู้ไม่ชี้เข้าไปนั่งที่โต๊ะกลางห้อง มองสำรวจโน่นนี่และทางหนีทีไล่
ข้างในนี้กว้างกว่าที่เห็นภายนอกพอสมควร แต่บรรยากาศอบอุ่นดีไม่เลว
เอาข้าจริงที่นี่มีทางออกแค่ประตูหน้ากับหน้าต่างไม่กี่บานเท่านั้นเองอันนี้ไม่ดีเท่าไหร่
แต่ก็ไม่เป็นปัญหาหากต้องการจะหนีจริงๆ อ้าว ยังไม่เลิกมองอีก อะไรนักหนา

“หน้าข้ามีอะไรติดอยู่เหรอลุง”

“เออ.. ต้องขอโทษด้วยที่เสียมารยาท แต่ไม่คิดว่าจะได้พบคนเผ่าภูติอัคคีที่ป่าแถบนี้อีกน่ะ
ครั้งสุดท้ายมันก็นานมากแล้ว ข้ารู้ว่าคนเผ่าของเจ้ารักอิสระชอบการเดินทาง แต่ไม่คิดว่าจะมาประเทศฝั่งนี้
ซึ่งเป็นฝั่งการค้า เงียบสงบ น่าเบื่อหน่าย ไร้เรื่องตื่นเต้น
ปกติเห็นชอบไปอีกฝี่งของทวีปซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายและการผจญภัย
ซ้ำยังแป็นแม่หนูน้อยที่น่าตาน่าเอ็นดูด้วยแล้ว เลยอดประหลาดใจไม่ได้
ว่าแต่เจ้าเป็นตระกูลเทพ หรือ มารกันละ สองตระกูลนี้มีความชอบแตกต่างกัน ลุงจะได้ต้อนรับถูก”

ข้าถามนิดเดียว ตาลุงนี่พูดเสียยือดยาวเป็นนักบรรยาย แต่นั่นก็ทำให้ข้าได้รู้ข้อมูลของที่นี่เพิ่ม
ดีละรีดข้อมูลจากลุงนี่ให้หมดไส้หมดพุงเลยดีกว่า ว่าแต่ ที่นี่ไร้เรื่องตื่นเต้นแล้วเรอะ
ไอ้หมีหน้าหมูนั่นยังไม่ระทึกพออีกเหรอเนี่ย ท่าทางอีกฝั่งของทวีปจะน่าสนใจกว่าจริงๆ

“ข้าไม่รู้เรื่องตระกูลอะไรนั่นหรอก รู้แต่ว่าตัวเองอาจจะเป็นภูติอัคคี เพราะสามารถเรียกเปลวเพลิงได้ แล้วจะไปไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าจำได้แต่ว่าลืมตามาก็อยู่กลางป่านี่ เบาะแสมีเพียงอย่างเดียวคือลูกท้อสีแดงสดทีกินแล้วเมาได้เท่านั้นเอง”

พอพูดถึงท้อประหลาด แวบเดียวเท่านั้นที่ข้าเห็นความผิดปกติในแววตาของทีเรียส ตานี่ต้องรู้อะไรแน่ๆ

“ช่างน่าสงสารจริง นี่แม่หนูนอกจากจะโดนทิ้งกลางป่า แล้วยังความจำเสื่อมอีก
ใครนะช่างใจร้ายทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้ได้ลงคอ นี่ยังดีนะยังจำชื่อตัวเองได้”
นี่ตาลุงแกเข้าใจผิดไปถึงไหน แต่ก็ดี ให้เข้าใจแบบนี้ไปน่าจะดีกว่า เอาเป็นว่าข้าเนียนสวมรอยตามนั้นเลยแล้วกัน

“ถ้าอย่างนั้นแม่หนูนอนพักที่ห้องว่างข้างๆนี่ได้เลยนะ ลุงพักอยู่ห้องด้านในสุดนั่น มีอะไรก็เรียกนะ
โถคงจะลำบากมากสินะจริงสิ รอเดี๋ยวนะ จะอุ่นซุปร้อนๆมาให้”

ช่างเป็นคนที่คล่องแคล่วจริงๆพูดปุ๊บก็ผลุบหายไปแป๊บนึงแล้วออกมาพร้อมอาหารถาดใหญ่หอมฉุยน่ากิน
ข้าจะจำไว้ว่าตรงนั้นเป็นครัว

หลังจากกินอิ่มเติมไม่อั้นเต็มที่ต่างคนก็ต่างแยกไปพักผ่อน
ไว้พรุ่งนี้หลังมื้อเช้าข้าจะขูดเอาข้อมูลของมิตินี้มาให้หมดไส้หมดพุงเลยคอยดู.. 

The Madmeiden ตอนพิเศษ - ก่อนการเดินทางที่แท้จริง

วันที่ มา เดือน ยัง ปี ไง Part I เดธ

ข้ากำลังชื่นชมบรรยากาศที่งดงาม ในดินแดนแห่งใหม่นี่อยู่ดีๆ 
ยังไม่ทันจะก้าวขา หลังจากพ้นประตูปีศาจมาได้ไม่ถึงสิบก้าว 

พลันเหนือหัวข้า ก็เกิดความผิดปกติ เผยรอยบิดเบึ้ยวจากความว่างเปล่าในอากาศ
พลันเกิดลมแรงเยี่ยงพายุ พัดหมุนวนปัดเป่าทุกสิ่งให้ปลิวหายกระจายออกไป

ใครจะอยู่ละพี่น้อง เผ่นสิคะ ข้าหันมองซ้ายขวาหินตรงนั้นใหญ่ดี น่าจะใช้เป็นที่กำบังได้ 
ข้าออกวิ่งสุดแรงเท่าที่จะทำได้ โชคดีที่ตรงนี้เป็นมุมอับ ทำให้ข้าไม่โดนเป่ากระเด็นปลิวไปด้วย
อืม..ดูจากสิ่งที่ถูกพ่นออกมา คุ้นๆนะ ยิ่งเปลวเพลิงสีดำนั่นอีก ของคาเนสนี่ 
งั้นคงส่งมาจากเกาะโคเรส พวกนี้นี่ทิ้งขยะแบบไร้ความรับผิดชอบจริงๆ

เหมือนสายลมจะแผ่วไปมากแล้ว ข้าก็คิดว่าจะหมดเรื่อง ที่ไหนได้ มีบางอย่างอุดติดอยู่ที่ทางออกห้วงมิติ
แล้วพอมองดีๆ นั่นมันคนนี่ ...หัวดำๆ อ๊ะยังหงอนม้วนหอยทากอันเป็นเอกลักษณ์ของบ้านหัวเขียวนั่นอีก
แล้วจากซากเสื้อผ้าแบบนี้ไม่มีทางเป็นลีฟแน่ๆ งั้นก็คงเป็นเดธ แล้วของพวกนี้ก็คงมาจากหอโคมแดง
ว่าแต่ คาเนสไปทำอะไรที่หอโคมแดงเนี่ย สงสัยไปเล่นกับพวกจิ้งจอกแฝด อืม คุ้นๆเหมือนได้ยินแว่วๆอยู่

ด้วยความที่ข้ามีสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหัวหอยทาก ข้าเลยช่วยดึงก้อนอุดตันนั่นออกมา
ข้าแค่ออกแรงนิดเดียว ร่างของเดธก็กระเด็นออกมาอย่างง่ายดาย เหมือนอุโมงค์มิติเองก็อยากจะขากถุยออกเต็มทน
พอหมดหน้าที่ มันก็สลายไป อืม.. เหมือนจะยังไม่ตาย งั้นข้าต้องมานั่งรักษาอีกสิเนี่ย
เอาวะ ... แต่ก่อนอื่น ต้องดับไฟของคาเนสก่อน เพลิงของเรดอิวิลก็ต้องลบล้างด้วยเพลิงของเรดอิวิลด้วยกันเอง
หรือไม่อีกทีก็ต้องให้ปลาทองดับให้ละนะ สงสัยจะหาตัวกันไม่เจอ

จากนั้นข้าก็เรียกลูกอมเดวิลออกมาจากล๊อกเก็ตพอกเก็ตสองสามลูกแล้วจับยัดเข้าปากเดธ 
เนื่องจากเดธเป็นคนบ้านหัวเขียว ลูกอมเดวิลจึงเป็นยาชั้นเลิศที่ฟื้นพลังให้คนในตระกูลนี้ได้อย่างดี
อืมๆ ร่างกายค่อยๆฟื้นสภาพ เหลือแต่ต้องให้ฟื้นขึ้นมา

ข้ามองขวาแลซ้ายอีกรอบ โชคดีอะไรอย่างนี้ เจ้าประตูปีศาจพาข้ามาส่งในทำเลทองจริงๆ 
ไม่ต้องเสียเวลาหานาน ข้าก็พบที่ซุกหัวนอนของวันนี้แล้ว แถมด้านข้างยังมีต้นไม้ที่ให้ผลสีฟ้าสดใส 
(ซึ่งกว่าจะรู้ว่าข้าไม่ควรกินมันเข้าไปเลยก็ผ่านไปนานจนลืมหมดแล้ว)
ข้าว่ากินได้นะ ยังเห็นสัตว์ป่าหน้าคล้ายเจ้าจิ้งจอกแดงแต่ตัวเท่าหนูมีหางเหมือนงู (ตัวอะไรฟระ) กินอยู่เลยนี่

หลังจากลากร่างกายใหญ่โตกำยำ (เมื่อเทียบกับตัวข้า) ภายใต้กิโมโนขาดวิ่น ที่ปกติจะแอ๊บไว้ไม่ให้ใครเห็น
เข้ามาในถ้ำอย่างทุลักทุเล แล้วเก็บผลไม้มาเป็นเสบียงแล้วกินอย่างจุใจ กี่ผลก็ไม่รู้ ใครจะไปนั่งนับ

พอท้องอิ่มหนังตาก็หย่อน ข้าเลยเสกเพลิงอัคคีให้ลอยอยู่ในอากาศตรงปากทางเข้า 
แล้วเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างสบายใจ



*********



วันที่ มา เดือน ยัง ปี ไง Part II...What’s Up!!

เป็นอีกวันที่ข้ายังคงนั่งผสมสารเคมีหลากสี กับคุ้ยเขี่ยหาข้อมูลจากตำราไสย์เวทย์ที่สะสมไว้
ในห้องทดลองที่ได้แสงสลัวจากแสงเทียมจากอุปกรณ์ที่ข้าประดิษฐ์ขึ้น
อืมมตอนนี้เวลาเท่าไหร่แล้วนะ นาฬิกาบอกเวลาก็เสีย แต่ไลม์โผล่หน้ามาเมื่อครู่ แสดงว่าเพิ่งเช้า
จะว่าไงดีละข้าไม่ได้ก้าวออกจากห้องนี้มาพักหนึ่งแล้วมั้ง
แล้วข้าก็ไม่มีเวลามานั่งตรวจสอบความเป็นไปภายนอก จากกล้องสอดแนมที่ติดตั้งไว้ทั่วเกาะด้วยสิ

“หือ...คุณมาร นี่คณได้ออกจากห้องนี่บ้างรึเปล่า ได้นอน หรือ อาบน้ำบ้างรึยัง สภาพดูไม่ได้เลยนะครับ”

เสียมารยาท ข้านะทำทั้งหมดที่นายว่าแล้วยะ ครั้งสุดท้ายก็น่าจะสัก ..... เท่าไหร่ฟระ
นานเท่าไหร่หว่า ... เวรกรรม ทิ้งช่วงนานจนลืม ข้าเลยเนียนทำหน้ามึนๆนั่งทดลองต่อ
ในเมื่อไม่ได้ยิน ข้าก็ไม่ต้องตอบจริงรึเปล่าละ

“จริงสิ คุณเฮคิสรออยู่ข้างนอก นี่คุณได้ออกไปพบเค้าบ้างรึยังครับ”
“ยังเลย ชั้นยังไม่ว่าง ให้รอไปก่อน”
“เมื่อวานคุณก็พูดแบบนี้ วันก่อนก็ใช่ วันก่อนหน้านั้นก็ด้วย ... คุณพูดแบบนี้ทุกวัน
แต่ผมยังไม่เห็นซากอารยธรรมอะไรที่บ่งบอกถึงการก้าวย่างออกไปจากรูหนูนี่ของคุณเลยนะครับ”
ข้านั่งนิ่งแทนคำตอบอีกรอบ เนื้อหาตรงนี้สำคัญข้าเลยต้องตั้งใจอ่านเป็นพิเศษ
ไลม์มองข้าเซ็งๆ แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่แล้วหมอนั่นก็เรียกความสนใจจากข้าได้สำเร็จ
ด้วยชา และคุกกี้สุดหรู ข้าวางหลอดทดลองลง ละสายตาจากหนังสือ ตอนนี้ความสนใจข้าอยู่ที่ ..ของกิน..

อร่อย แต่จะดีกว่านี้ถ้าเป็นเค้กหวานๆแทน ข้าอ้าปากจะขอขนมเพิ่มแต่ไลม์ชิงตัดหน้าพูดขึ้นมาก่อน

“ตอบคำถามผม หนึ่งคำถาม ต่อหนึ่งชิ้น”
แหงะ ทำหน้าแบบนั้นนี่กำลังไม่สบอารมณ์แล้วแฮะ ทำให้หมอนี่อารมณ์บูดตอนนี้คงเป็นหายนะ
งั้นข้าจะตั้งใจตอบแล้วกัน

“คุณออกจากห้องครั้งสุดท้ายตอนไหน”
“จำไม่ได้แล้วละ ตั้งแต่เข้ามาครั้งสุดท้ายก็เหมือนจะยังไม่ได้ออกไปอีกเลย” ปึ๊ด!! เสียงอะไรน่ะ

“แล้วคุณได้นอนบ้างรึยัง”
“มั้ง ... เมื่อ 48 ชั่วโมงก่อน” ปี๊ด!! เสียงนี้อีกแล้ว

“งั้นหมายความว่านอกจากกิน ก็ยังไม่ได้นอน ไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้ออกไปข้างนอก
งั้นก็ยังไม่ได้ออกไปพบคุณเฮคิส”

“อือ... ก็คงอย่างนายว่า” ปี๊ด!! ชักสังหรณ์ไม่ดีเลยเฮะ
นี่ข้าคิดไปเองรึเปล่า ดูเหมือนข้าจะเห็นเส้นเลือดตรงขมับของไลม์ปูดขึ้นแว๊บนึง

“คุณมารครับ ช่วยบอกผมหน่อยสิครับว่าที่อยู่ตรงนั่นน่ะ นั่นอะไร”
ว่าจบก็ชี้ที่รอยสลักรูปปีกมังกรที่ข้อมือซ้ายของข้า

“หือ.... เนี่ยเหรอ...” เหมือนเฮคิสกับปลาทองจะเคยบอกไว้เหมือนกัน ยาวยืดจนขี้เกียจจำ
แต่สรุปก็ประมาณว่า “เป็นสัญลักษณ์ว่าข้ากับเฮคิสแต่งงานกัน ... แล้วมันมีอะไรละ

ว่าแต่ ... หมดคำถามรึยัง เอาขนมมาสักทีสิ 4 คำถาม ก็ 4 ชิ้น แถมให้ด้วยก็ดีนะ”
ปึ๊ด!!! คราวนี้ข้าตาไม่ฝาด เสียงปริศนานี่ดังพร้อมกับคิ้วของไลม์ที่ขมวดเข้าหากันขึ้นทุกที
ข้าพูดอะไรผิด ก็ข้าตอบตามตรงแล้วไงล่ะ จะมาเคืองอะไรข้าอีกละ
เอ้าถอนหายใจอีก นายนี่ชักทำตัวเป็นตาแก่ขึ้นทุกวันแล้วนะ อะไรกันนักหนาเนี่ย เป็นบิดาชั้นรึไงยะ

“แล้วตั้งแต่วันที่คุณแต่งงานกัน คุณได้พบคุณเฮคิสบ้างรึยัง”
“เหมือนจะยัง...ทำไมเหรอ เพิ่มอีกคำถาม รวมเป็น 5 ชิ้นนะ” ปึ๊ด!! สถานการณ์ชักไม่ดี คิ้วของไลม์แทบจะเป็นปมแล้วตอนนี้

“คุณมาร ถ้าท่านมาริโอเน็ตไม่ให้ผมคอยดูแลความเป็นอยู่ของคุณด้วย
ผมก็ไม่อยากยุ่งให้เปลืองพลังงานหรอกนะครับ
ไอ้ตั้งแต่วันนั้นน่ะมันจะสิบวันแล้ว ทางนั้นเองก็มาที่นี่ทุกวัน แค่ก้าวออกไปพบเค้าบ้างมันจะตายรึยังไง
คุณเข้าใจคำว่า แต่งงาน การใช้ชีวิตคู่ หรือ อะไรก็ตามทำนองนี้บ้างรึเปล่า”

“ห๋า... แล้วมันต่างจากเดิมยังไงละ” ข้าจะไปรู้เหรอ ตั้งแต่แยกตัวจากพี่สาวมา ข้าก็เหมือนอยู่ตัวคนเดียว
พวกพี่น้องก็ต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งกัน จะมีก็แต่ตบตีกันรายวันเท่านั้น
ที่เรียกว่าครอบครัวได้สำหรับข้าน่ะ ก็มีแต่พวกบ้านต้นไม้นี่เท่านั้น ครอบครัวจริงๆที่ว่า
ข้าก็เพิ่งรับรู้การมีอยู่เมื่อไม่นานเองนี่

ข้าก็ตอบตรงๆแล้วนะ แต่เหมือนจะทำพลาด ไลม์ไม่พูดอะไรสักคำแล้วรวบเอวหิ้วข้าเหมือนหอบกระเป๋า
“ทำบ้าอะไรของนาย ปล่อยน๊า ------”
เพิ่งเคยเห็นรอยยิ้มหายไปจากใบหน้าของตานี่ นอกจากเวลาซัดกับมาล
ข้าทำอะไรผิดตรงไหน แง๊ จะทำอะไรข้า ใครก็ได้ช่วยด้วยยยยยย 

******************

วันที่ มา เดือน ยัง ปี ไง Part III หยอกเย้าพอเป็นพิธี

ตาบ้าไลม์ไม่รู้ไปกินรังแตนมาจากไหน เอาคุ้กกี้มาให้ข้าตามสัญญาก่อนสิ เจ้าขี้โกง!!!
แล้วจะลากข้าออกมาจากห้องทำลองไปไหน จะทำอะไรของนาย
อ๊ะนั่นเฮคิสนี่ อิตามังกรช่วยข้าด้วยสิอย่าเอาแต่ยืนมอง

ตูม!!!

เห็นข้าเป็นอะไร ข้าไม่ใช่เบคอนน่ะ ทั้งตานี่ก็ดี มาลก็ดี ข้าเป็นพี่นะ เจ้าพวกเด็กบ้า

“คุณไลม์เกิดอะไรขึ้นครับ” กว่าจะมาไม่รอให้ไลม์จับข้าเผานั่งยางไปก่อนเลยละ
“ฝากที่เหลือด้วยแล้วักน ผมจะไปเก็บกวาดห้องทดลอง” พูดจบก็เจ้าตัวแสบก็เดินออกไปจากห้องอาบน้ำทันที
ปล่อยให้ข้านั่งแช่น้ำตัวเปียกอยู่กับตามังกรหน้าตายแค่สองคน

มังกรแว่นนั่นทำท่าเหมือนจะพูดอะไรแต่ข้าชักเริ่มอารมณ์บูด เลยไม่อยากจะคุยอะไรกับใครตอนนี้

“นายกลับไปก่อน เดี๋ยวเย็นนี้จะไปหา เตรียมเค้กไว้ให้ด้วยนะ....”
อืมหมอนี่ไม่ผิด พูดแบบนี้ห้วนไปมั้ง ถนอมน้ำใจให้ก็ได้เพื่อเค้กในตอนเย็น “...ที่รัก” พร้อมส่งยิ้มหวาน (ลวงโลก) ให้

ก๊ากกกกกก ข้าชอบจริงๆเวลาหมอนี่หลุดมาด แม้จะนิดเดียวก็เถอะ แกล้งตานี่กี่ทีก็ไม่มีเบื่อ
ชอบจริงๆเวลามาดเก็กๆนั่นหลุดวงโคจร

พอไล่ตามังกรดินของยัยปลาให้กลับออกไปได้ ข้าก็อาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดที่ไลม์เตรียมไว้ให้
ชุดบ้าอะไรเนี่ย แค่เป็นกระโปรงก็แย่แล้วนะ นี่สั้นนิดเดียวจะปิดอะไรได้ยะ

แนวนี้ต้องเป็นชุดที่ป๋าจอมชีกอเลือกให้แหง คิดบ้างรึเปล่าว่าให้ลูกสาวตัวเองใส่น่ะ
แต่ช่วยไม่ได้ ก็ไลม์ดันปิดล๊อกตู้ซะแน่นหนา คงโดนสั่งมาอีกละสิว่าต้องให้ข้าสวมชุดนี้ให้ได้น่ะ
เว้ย เปิดไม่ออก ช่างมันก็ได้ ชุดนี้ก็ชุดนี้

แล้วอะไรกัน ห้องทดลองของข้าเองแท้ๆ ไลม์เอาป้ายอะไรมาติด หือ ...

’กำลังทำกำจัดความโสโครก ห้ามรบกวน’

“ไลม์ เจ้าบ้า ให้ชั้นเข้าไปเดี๋ยวนี้นะ เปิดระบบประตูเดี๋ยวนี้” เรื่องอะไรจะยอม หมอนั่นคงทนรำคาญที่ข้าโวยวายไม่ได้
เลยโผล่หน้ามาแล้ว โยนถุงคุ้กกี้มาให้
“กินเสร็จแล้วก็ออกไปข้างนอกซะ ผมไม่ว่างมารับภาระเรื่องคุณ”
หวาย โกรธจริงๆ ด้วยแฮะ นายเข้าวัยทองแล้วรึยังไง ช่วยไม่ได้ ค่อยมาง้อวันหลังแล้วกัน

ไหนๆ ข้าก็กลิ้งเล่นจนใกล้จะค่ำ ขนมก็หมด ไลม์เองก็ยังไม่ออกมา ดูท่าวันนี้คงไม่ได้กลับเข้าไปข้าในนั้นจริงๆ
งั้นข้าออกไปหา (แกล้ง) เฮคิส แก้เซ็งก็ได้ เค้กๆ ป่านนี้เค้กคงเสร็จแล้วด้วย

ก๊อกๆ เค้กข้าเสร็จรึยัง ไม่ใช่สิต้องทักทายอีกอย่างสินะ
ข้าหยุดยืนที่หลังร้านเสื้อผ้าที่อตีดราชามังกรดินของยัยปลารับผิดชอบอยู่
ห๊ะ อะไรนะให้เรียกแบบนี้ไม่ได้ ให้เรียกคุณสามี บ้าแล้วใครจะเรียกก็เรียกไป ข้าไม่เอาด้วยหรอก

“อ้าว ... คุณมาร เข้ามาสิครับ เค้กเสร็จเรียบร้อยแล้ว”

เสียมารยาท มองคนอื่นตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไงยะ
แค่ชุดมันออกจะ ... แปลกๆ ....ไม่นิดหน่อยก็ได้ แค่นั้นเอง

นาทีนี้ตรงหน้าข้ามีเค้กส้มครีมสดชิ้นใหญ่ที่ตกแต่งด้วยผลไม้หลากชนิดอย่างสวยงาม กรี๊ดดดสวรรค์
ตั้งแต่เข้ามาข้าก็นั่งกินไม่พูดไม่จา ส่วนตามังกรก็เก็บกวาดทำความสะอาดครัวไป เหล่มองข้าไป เป็นระยะๆ
ข้าเห็นนะไม่ใช่ไม่เห็น แต่ปากข้าไม่ว่างจะแกล้งเล่นก็แค่นั้นเอง แต่ไหนๆก็ทำเค้กให้ข้ากินแต่โดยดีแล้ว
งั้นข้าจะแกล้งนายน้อยหน่อยแล้วกันนะวันนี้

พอกินเค้กยักษ์คนเดียวเกือบจะหมดชิ้น (นี่ข้านึกช้าไปรึเปล่า) ข้าก็แกล้งตีหน้าเครียดบ้าง
“เฮคิส มานี่หน่อย มานั่งนี่ นั่งตรงนี้นี่ละ”
“ครับ คุณมาร” ฮา สงสัยละซี่ ว่าข้าเรียกมาทำไม แถมหน้าบูดๆของข้าด้วย กำลังงงแตกละสิ หึหึ

“เค้กไม่หวานเลย ไร้รสชาดชะมัด คราวหน้าเอาให้หวานกว่านี้อีกเยอะๆนะ”
เฮคิสไม่พูดอะไร หน้านิ่งนั่นมีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย บ่งบอกความฉงน
ก็น่าอยู่หรอก ชิ้นก็ไม่ใช่เล็ก กินจนจะหมดเหลือไม่กี่คำ แล้วเพิ่งจะมาบ่นอะไร

“ตอนทำนี่ได้ชิมบ้างรึเปล่าห๊ะ ถ้าไม่เชื่อนะ เอ้าลองกินดูเองเลย” ข้ายื่นซ่อมที่จิ้มเค้กชิ้น (เกือบสุดท้าย) ในมือป้อนให้
จะอะไรของนาย ข้าคนนี้อุตส่าห์เสียสละเค้กนี่ป้อนให้นายเองเลยนะ

“ผมว่าหวานเกินไปด้วยซ้ำนะ หวานกว่านี้ไม่ไหวหรอกครับ”
“ข้าบอกว่าไม่ก็ไม่สิ ต่อมรับรสนายผิดปกติรึยังไงกัน เอ้าลองอีกที”
แล้วข้าก็ป้อนให้เข้าอีกคำ แต่คำสุดท้ายของข้านะ ไม่ให้หรอก

“ผมขอยืนยันคำเดิมครับ คุณทานหวานจัดเกินไปแล้วนะครับ คราวต่อไปผมว่าต้องลดน้ำตาลลงมากกว่า”
ซะงั้น ข้าชอบแบบหวานๆ มันผิดตรงไหนกัน เอาเถอะ ข้าตักเค้กคำสุดท้ายเข้าปาก อ๊า...อร่อย ...
“ไม่ ...ข้าก็ยืนยันคำเดิมว่ายังไงก็ยังไม่หวาน” ก๊ากก ... คิ้วขมวดนิดหน่อยแล้ว โอยสนุกจริงๆแหย่ตานี่
“งั้นคงเป็นคุณแล้วละครับที่การรับรสชาดผิดปกติ”
“นายสิผิดปกติ พิสูจน์ดูอีกทีป่ะละ”
อ่ะ งงอีกแล้วละสิ แน่นอนว่าเค้กก็หมดแล้วจะพิสูจน์กันยังไง ไม่หรอกจริงๆยังไม่หมด

ข้าย้ายที่นั่ง เปลี่ยนจากเก้าอี้แข็งๆนี่ไปนั่งบนเก้าอี้มีชีวิตแทน แล้วประทับตีตรา ที่เรียวปากบางแผ่วเบา
“ไง ตกลงหวานหรือไม่หวาน”
“ไม่ทราบสิครับ มันเร็วเกินไปผมยังไม่ทันได้ลิ้มรสอะไรเลย บอกไม่ได้หรอกครับ”
อิตานี่ ... เล่นไม้นี้เลยนะ นายเป็นคนแบบนี้เองเรอะ
เห...อะไร ก็ไหนว่าข้ากับตานี่แต่งงานกันแล้วไง ข้าหยอกคู่ของข้า มันเสียหายตรงไหนไม่ทราบ

ในเมื่ออีกฝ่ายบอกเร็วไป คราวนี้ ข้าเลยประทับริมฝีปากให้นานกว่าเดิม...แป๊บนึง แล้วถอยออกมา
“ว่าไง”
“เร็วไปนะครับ แบบนี้ผมจะทราบได้ยังไงว่าหวานรึเปล่า”
นะ.. เล่นไม่เลิก...แต่ข้าก็ไม่ได้รังเกียจอะไรนะ ข้าว่านานๆครั้งตานี่เป็นแบบนี้ก็น่ารักดี

“งั้นครั้งนี้ ครั้งสุดท้ายแล้วนะ ถ้ายังไม่รู้ข้าก็ไม่สนแล้ว”
เดี๋ยวสิ ให้ข้าตั้งตัวก่อน ... คราวนี้ข้ายังไม่ทันได้กระดิก
เก้าอี้ตัวดีก็โอบร่างข้ากระชับเข้าหาตัวทำเอาข้าเกือบจะร่วง

เลยต้องคว้าบ่ากว้างไว้เป็นหลักกันหล่น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจังหวะมันจะพอดิบพอดีอะไรกันขนาดนั้น
เหมือนทุกอย่างจะเข้าทางตาบ้านี่ไปเสียหมด ข้ารู้สึกได้ถึงลมร้อน
รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านจากเรียวปาก

ไออุ่นจากกายที่สัมผัสแนบชิดกัน เหมือนช่วงเวลานี้ผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่ง.... นายทำบ้าอะไร
ข้ารู้สึกได้ถึงการลุกล้ำของบางสิ่ง ข้าไม่ชอบแบบนี้เลยสักนิด มันทำให้ข้ารู้สึกเหมือนถูกคุกคาม
แบบนี้มันอึดอัด เลยต้องพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้น แต่เหมือนตานั่นจะไม่รู้สึก หรือรู้สึกแล้วไม่สนใจก็ไม่รู้
เลยประทับฝ่ามือทั้งสองของข้าเข้าที่แก้มบนในหน้าเรียวนั่นเต็มแรง

“แบบนี้ไม่เอา ข้าไม่ชอบ” สั้นง่ายได้ใจความตามประสา เฮ้ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ เดี๋ยวข้าก็รู้สึกผิดกันพอดี
ไม่สิ ไม่เดี๋ยวแล้ว เอาเป็นว่าตอนนี้ข้าชักรู้สึกเป็นคนผิดนิดๆ ทั้งๆที่ข้าเป็นฝ่ายโดนกระทำเนี่ยนะ
“ขอโทษครับ ถ้าคุณไม่ชอบผมก็จะไม่ทำอีก” ต้องอย่างงี้สิ ดีมากๆ งั้นข้าจะให้รางวันเด็กดีก็แล้วกัน

คืนนี้ไม่ใช่คืนเดือนมืด ยังไงซะหมอนี่ก็ล่วงเกินข้าไม่ได้อยู่แล้ว หากว่ายังไม่ต้องการมีทายาท
ข้าเลยแสร้งทำเสียบเรียบหน้าเฉยหลอกเล่น

“ข้าเพลียแล้ว อยากอาบน้ำ เฮคิสพาไปหน่อย ขี้เกียจเดินเอง” ยิ้มบ้าอะไรของนายยะ
“ครับ”

“สระผมให้ด้วย”
“ครับ”

“ถูหลังให้ด้วย”
“ครับ”

“แล้วก็....”
“ครับ”
“นี่คุณยังจะทานลงไปได้อีกเหรอครับ”

***************************



วันที่ มา เดือน ยัง ปี ไง Part IV ส่งกลับเคะจอมปลอม

แสงแดดของอาทิตย์ยามเช้าลอดแมกไม้เข้ามาแยงตา ปลุกให้ข้าฟื้นจากห้วงนิทราที่จันทราได้ขับกล่อม

อืมมม.. เมื่อกี้มันอะไร ... ฝันเหรอ ... บรืออออ ฝันร้ายชะมัด
ต้องเป็นเพราะเรื่องที่ข้าเมาเละ เมื่อวานนี้แน่เลย ทำให้ข้าเห็นภาพแบบนี้
ทั้งๆที่ลืมไปได้แล้วเชียวนะ พอๆ ข้าเลิกคิดดีกว่า ยิ่งคิดยิ่งขนลุก

อ้าว เดธไปไหน หรือว่า เดธที่ข้าเห็นเป็นภาพฝันเหมือนกัน
“ตื่นแล้วเรอะยัยหัวแดงขี้เซา” เสียงแหบห้าวทุ้มต่ำผิดจากที่ได้ยินยามเมื่ออยู่หอโคมแดงดังขี้นจากภายนอก
ดูท่าว่าจะหายดีแล้ว ความจริงแล้วหมอนี่นะแมนเกินร้อย แต่ชอบแอ๊บทำตัวบอบบาง เป็นเคะไปวันๆ
ข้ารู้นะ นิสัยเบื้องลึกอย่างพวกหัวเขียวนะ หวังกินราคุนะสิ
เพราะถ้าทำตัวมาดแมนก็จะต้องไปอยู่ในความดูแลของ แม่เล้าอย่างชีนะทันที ถ้าทำอะไรขวางหูตาข้า
คอยดู จะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องชีนะ ดูซิว่าจะโดนอะไรบ้าง

“นั่นอะไรน่ะ” ในมือร่างสูงสาดๆ หิ้วสัตว์ระบุสายพันธุ์ไม่ได้ คล้ายกับตัวเมื่อวาน แต่หัวเป็นแมว มีหางคล้ายจิ้งจอก
“มือเช้านะ แต่อีกตัวยังไม่ตาย หล่อนฆ่าให้หน่อยสิ ไม่อยากเสียมือ” เอาเข้าไป ไอ้นี่ อะไรไม่ดีๆนี่โยนมาให้พวกข้าหมด

“ไม่ละ ข้าจะใช้วิญญาณมันแลกกับการเรียกประตูปีศาจเพือ่ส่งนายกลับ มื้อเช้าไม่ต้องกินหรอกกลับไปกินทางโน้นเหอะ”
“แล้วหล่อนไม่กลับไปด้วยกันละ”
“ไม่ละ ชั้นมีเรื่องต้องตรวจสอบที่นี่อีก นายกลับไปก่อนที่จะโดนหักเงินดีกว่า”

อืมๆ ข้าใช้กิ่งไม้เขียนวงไสย์เวทย์ จับสิ่งมีชีวิตประหลาดวางไว้ตรงกลาง แล้วร่ายมนต์เรียกประตูปีศาจออกมา

“หวัดดีเจ๊ มานี่วันเดียวได้หนุ่มควงแล้วเร้อ”
“นั่นสิไม่น่าเชื่อว่าอย่างเจ๊ จะมีใครแลด้วย”

ไอ้ประตูปากเปราะ ร่างยังไม่ทันปรากฎครบ ก็ส่งเสียงกัดข้าก่อนเลยนะ
แล้วใครจะไปควงกับตาแอ๊บนี่ ไม่มีทาง ข้าขอยอมอยู่เดียวดายหัวโตไปตลอดชีวิตดีกว่า

“ว่าแต่จะกลับแล้วเหรอเจ้ เห็นม้า พวกข้าบอกแล้วที่นี่ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก”
“ใช่ๆเจ้ กลับไวๆก็ดีนะ ว่าแต่เครื่องสังเวยไม่พอนะเจ๊ สองคนต้องขอเพิ่มอีก”

“ใช่ที่ไหนละ ส่งตานี่กลับเกาะโคเรสคนเดียวพอ ตรงไหนก็ได้ของเกาะ เดี๋ยวนี้เลย
ส่วนข้าจะอยู่ที่นี่ต่อ แล้วไม่ต้องพูดมาก รีบไปได้แล้ว”

เดธมานี่ มายืนตรงนี้เดียวข้าจะส่งครงถึงอ้อมอกราคุเลย พอได้ยินดังนั้น เดธก็แอ๊บเคะดี๊ด๊ามาอย่างว่าง่าย
ทุกอย่างพร้อม ทันทีที่ประตูปีศาจเปิดออก ข้าก็ถีบเจ้าบ้าสายพันธุ์หอยทากเข้าไปทันที แล้วเช่นเดิม
ประตูปีศาจก็หายไปอย่างไวทันทีที่ทำหน้าที่เสร็จ โชคดีและลาก่อนเดธ หวังว่ามันคงพานายไปถูกที่จริงๆ


บทพิเศษ จุดเริ่มต้น (สักที) ก้าวแรกของการเดินทาง

ข้ากลับมายืนณ ตำแหน่งเดิม ในที่ ที่ ประตูปีศาจพาข้ามาส่งในครั้งแรก มองดูทิวทัศน์ รับลมอย่างสบายใจ
เอาละ ในที่สุดข้าก็เริ่มออกเดินทางจริงๆ ได้สักที

หวังว่า .. คงไม่มีใครจากเกาะโคเรส มากวนข้าอีกนะ....

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

[Original Art] LRH Devil - Ochibi

[Original Art] LRH Devil - Ochibi



Draw by pencil and SAI
Paint by Corel Painter 11 (Conte, Digital water color)

[Original art] Birthday Poster

[Original art] 
Birthday Poster




Draw by pencil
Paint by Corel Painter 11 (Conte)
and Photoshop

[Fanart] shower project : LSK - Creus

[Fanart] shower project : LSK - Creus


Draw by pencil
Paint by Corel Painter 11 (Conte and Pen)